Tuesday, June 12, 2012

"การสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"

วันนี้เข้าร่วมพิธีเปิด "การสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" 


ก็ขอมารีวิวเสียหน่อยว่าไปมาแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง


สถานที่ - ถ้าเทียบกับที่ SIPA เคยจัดมาแล้วที่แจ้งวัฒนะ ก็ถือว่าสถานที่ดีกว่ามาก มีการจัดเตรียมตั้งแต่ป้ายทางเข้า การบริการที่จอดรถ การบริการจุดลงทะเบียน การบริการอาหาร โดยเฉพาะอาหารทั้งในส่วนของอาหารว่าง และ อาหารกลางวันนั้น ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ไม่ใช่ อาหารระดับยี่ห้อโรงแรมดัง หรืออาหารบรรจุกล่องยี่ห้อดัง ๆ แต่เป็นยี่ห้อ เกษตรศาสตร์ และที่สำคัญมันอร่อยมาก


และเป็นการดีที่เปิดให้น้อง ๆ นักศึกษา ได้เข้ามาร่วมสัมนาในโครงการนี้ด้วย


เนื้อหา - เนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดตัวโครงการ จึงเป็นการนำวิทยากรหลาย ๆ ท่านมาเข้าร่วมเสวนา ในส่วนของซอฟต์แวร์เปิด ซึ่งก็ได้หลาย ๆ มุมมองดี และก็ให้แนวคิดที่ค่อนข้างดีในการนำซอฟต์แวร์เปิดไปใช้งาน แต่ดูเหมือนกับว่า คนส่วนใหญ่ที่มาในครั้งนี้จะมีจุดมุ่งหมายอื่นเข้ามาด้วย เพราะว่าจะมีการเปิดห้องเรียนราคาถูก (เหมือนธงฟ้า) ให้กับผู้สนใจเข้าเรียนมาลงทะเบียนเรียนด้วย โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการเรียนถูกเท่าไหร่ เพราะว่าเอาเข้าจริงแล้วบริษัทต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมนั้นมีกำลังในการจ่ายค่าอบรมอยู่แล้ว


ผมมันเป็นพวกหัวดื้อ คือพอไปฟังแล้วไม่ค่อยคล้อยตามเท่าไหร่ จึงขอมาลงความคิดไว้ที่นี่เสียหน่อย ในส่วนตัวแล้วเมื่อแรกเริ่มใช้ open source ก็คิดว่ามันฟรี แต่พอใช้มันมานาน ๆ แล้วไม่ใช่อย่างที่คิด  คำว่า open source ที่จริง ๆ แล้วควรหมายความว่า "ซอฟต์แวร์เปิดเสรี" ไม่ใช่ "ซอฟต์แวร์ฟรี"  ซึ่ง "ซอฟต์แวร์เปิดเสรี" นั้นน่าจะหมายถึงเปิดให้เข้าถึงได้ คือให้นำมาใช้งาน หรือนำมาใช้โดยมีเงื่อนไขกำหนด โดยส่วนใหญ่คือ "สามารถนำไปใช้ได้" ...อย่างเสรี  อาจเหมือน ก ข ค ง ... ที่มาใช้ได้ฟรี

ส่วนหลักสูตรที่เปิดสอนนั้น เนื่องจากใช้เวลาอบรมประมาณ 2-3 วัน ควรระบุให้ชัดเจนไว้ว่าจุดมุ่งหมายคืออะไร แต่ผมก็ขอเสนอเป็นดังนี้

  1. สอนให้รู้ว่ามีมันอยู่ แค่บอกว่ามันมีอยู่นะ มันสามารถใช้งานอะไรได้บ้าง
  2. สอนให้ใช้เป็น คือมาลงมือใช้งานไม่ใช่พัฒนา
  3. สอนให้พัฒนาเป็น ให้พัฒนาเป็นชิ้นเป็นอันได้
และด้วยเนื่องโครงการนี้มีคำว่า AEC อยู่ และวิทยากรพูดถึงขีดความสามารถของคนไทย โดยเฉพาะอย่างย่ิงบุคคลากรที่จะเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งหลาย ๆคนพูดกันว่าหาได้ยากมากในสมัยนี้ เพราะว่าหลาย ๆ คนที่จบมาอยากเป็นอย่างอื่นมากกว่า นักพัฒนา โดยส่วนตัวของผมแล้วคำว่าเปิดนั้น หมายถึง 2 ความหมายด้วยกันคือ เปิดให้เข้า in  หรือเปิดไปสู่ out แต่ดูเหมือนกับว่าประเทศเราจะถูกกำหนดให้เปิดให้เข้ามากกว่า เปิดไปสู่ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ แต่ทรัพยากรบุคคลนั้น คงออกไปสู่ได้ยาก...! เพราะคนไทยไม่ค่อยเป็นคนแสดงออกเท่าไหร่ แต่มักจะเก็บความเก่งเอาไว้ แล้วใช้เมื่อยามที่ต้องการ (แฮะ...เหมือนจอมพราน รพินทร์)

มีการยกตัวอย่างของประเทศใน AEC ที่น่ากลัวอย่าง สิงคโปร์ แต่ผมคิดว่า เค้ากลัวประเทศเรา..เก่ง..มากกว่า เพราะว่าผมมองว่าสิงคโปร์เก่งไม่กี่อย่างเอง เช่น การตลาด ภาษาสิง-ลิช เพราะว่าเค้าคงปลูกผักไม่เก่ง การประมงไม่เก่ง สร้างตึกไม่เก่ง ผัดข้าวไม่เป็น

ท่านวิทยากรท่านหนึ่งพูดถึงปัญหาภาษาอังกฤษของนักพัฒนา ว่าเป็นปัญหาที่ทำให้เราเข้าถึงการพัฒนาได้ยาก แต่เชื่อผมได้เลยว่า ไม่ใช่กับทุกคนหรอก เพราะว่า นักพัฒนาที่ผมเจอนั้น บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่องเลย แต่ก็พัฒนาโปรแกรมได้ดี เค้าใช้สมองอีกด้านจินตนาการแล้วพัฒนาโปรแกรม นี่ดีนะที่โปรแกรมไม่ได้เขียนด้วยภาษาญี่ปุ่น ไม่อย่างนั้นผมว่าหลาย ๆ คนคงต้องไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเพื่อพัฒนาโปรแกรมเป็น

ผมเข้าใจว่าน้อง ๆ นักศึกษาที่เข้าร่วมวันนี้ อยากจะเป็นนักพัฒนามากกว่า เป็นซุปเปอร์ยูสเซอร์ ดังนั้นในการนำเสนอให้ใช้โปรแกรมที่เป็นซอฟต์แวร์เปิดมากไป แต่ไม่สนับสนุนให้ลองสร้างซอฟต์แวร์บ้าง อาจเป็นการปิดกั้นไปหน่อย เพราะผมเชื่อว่าหากเรานำเอาสิ่งที่สร้างได้ด้วยฝีมือคนไทย แบบไทย ๆ แล้วเปิดไปให้ประเทศอื่นใช้งานบ้าง น่าจะมีประโยชน์ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะว่า FB เองก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่กว่าระบบศิษย์เก่าของประเทศไทยเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าหากเราพัฒนาระบบต่าง ๆ เหล่านี้เองในประเทศ คงมีหลายประเทศอยากใช้ด้วย  

"เราพยายามเป็นเหมือนคนอื่นมากเกินไป จนลืมว่าเราควรเป็นตัวของตัวเองบ้าง"


สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นต่อไป - การที่มีโครงการนี้เกิดขึ้นนั้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้จัดให้เกิดความรู้ขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาหาความรู้ โดยเฉพาะนักศึกษา แต่ผมก็อยากให้เกิดเป็นโครงการอื่น ๆ ต่อมา ไม่ใช่ว่าจัดกันเป็นประจำทุกปี แล้วแค่มาสัมมนากัน ต่างคนต่างกลับบ้านไป 

เป็นไปได้หรือไม่ว่า "ให้กำหนดระบบซักระบบหนึ่งที่เราจะร่วมกันพัฒนา เพื่อให้ใช้ร่วมกัน และพัฒนาให้ดีขึ้นต่อ ๆ ไป" 

Saturday, April 7, 2012

เลื่อนหน้าจอ ด้วย iSight

วันนี้นั่งใช้งาน Mac Book อยู่ ก็คิดทันใดว่า ทำไมเราไม่ใช้ iSight ที่เราไม่ค่อยได้ใช้ มาเป็นตัวควบคุมการเลื่อนหน้าจอ อาจจะด้วยท่าทาง หรือจับจากลูกตาดำ ว่าเรากำลังจะเลื่อนหน้าจอไปทางไหนดี เพราะเดี๋ยวนี้ผมอ่านหนังสือผ่านหน้าจอคอมฯ ซะส่วนใหญ่ 

เอ.. หรือว่าเราควรจะเริ่มจากรหัสมือก่อน เช่น ปัดซ้าย ปัดขวา ปัดขึ้น ปัดลง

เพื่อน ๆ คงไม่คิดว่าผมนั่งปัดแมลงอยู่หน้าจอมั้ง?

Wednesday, March 14, 2012

Copy failed

บ่อยครั้งที่มีเรื่องขำ ๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่พอเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น เราก็จะบอกว่า "ที่ประเทศโน้น ประเทศนี้เค้าทำกันอย่างนั้น อย่างนี้"

พอโตมา คำพวกนี้ก็ยังมีอยู่

ขณะนี้เราเลยสรุปได้ว่า มีหลาย ๆ อย่างเราไป copy เค้ามา แต่ก็ failed เพราะว่า ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แถมยัง ไม่ปรับให้เข้ากับประเทศของเราอีก เช่น

สัญญาณไฟแดง ทางม้าลาย สะพานลอยคนข้ามถนน อุโมงค์ วงเวียน ... ประชาธิปไตย?

Saturday, February 25, 2012

ฝัน

ผมฝันไว้ว่า จะมีห้องที่มีแผนที่ของประเทศไทย ที่เป็นแบบจำลองย่อส่วนมา เอาไว้ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

Friday, February 24, 2012

1+1

มีเด็กน้อย ๆ คนหนึ่งเดินมาถามว่า "1+1" เท่ากับเท่าไหร่?

ทันใดนั้นก็หยุดแล้วถามเด็กต่อไปว่า อันนี้เรียกว่า กี่อัน แล้วอีกอัน เรียกว่ากี่อัน แล้วถ้าเอามาวางรวมกันแล้วเรียกว่ากี่อัน

เด็กตอบทันที่ว่า 2

Thursday, September 8, 2011

หลง...พลังงาน หรือเปล่า?

ขณะนี้ดูเหมือนว่าพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ...

นานมาแล้วมนุษย์ใช้ชีวิตเฉพาะกลางวัน ส่วนกลางคืนพักผ่อน  แต่เมื่อมีการคิดค้นการดึงพลังงานจากโลกมาใช้งานได้ มนุษย์เร่ิมมีการใช้ชีวิต ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ได้ปล่อยให้โลกได้สะสมพลังงานบ้าง

กว่าจะรู้ก็ตัวก็เข้าทางโค้งสุดท้ายแล้ว....

ถ้าหากพูดถึงพลังงานนั้น ในความคิดของผมคิดว่า หลาย ๆ อย่าง อยู่ได้ด้วยพลังงาน อันจับตัวกันเป็นจุด เป็นกลุ่ม จนเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จุดกำเนิดพลังงานสิ่งแรก ๆ นั้นคืออะไร...

เอาเป็นว่า เราเห็นวัตถุเริ่มมีพลังงานก็แล้วกัน ... ดวงอาทิตย์!

ดวงอาทิตย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่มีพลังงานในตัวสูงมาก ยาวนาน และในชีวิตของเราอันสั้น คงคิดได้ว่าพลังงานจากดวงอาทิตย์นั้นมีอย่างไม่จำกัด ไม่รู้ว่าจะหมดลงเมื่อใด

ดวงอาทิตย์ให้พลังงานกับสิ่งอื่น ๆ อันได้แก่ โลกเราด้วย เมื่อโลกได้รับพลังงานมา โลกพยายามรักษาการมีพลังงานนั้นไว้ โดยรักษาสมดุลย์ของการได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์และการใช้พลังงานไปกับการอยู่รอด...

เมื่อมีความสมดุลย์อันเหมาะสม สิ่งต่าง ๆ ก็ถือกำเนิดขึ้นในโลก รวมทั้ง มนุษย์ด้วย  โดยอาศัยพลังงานจากดวงอาทิตย์ และจากโลก

ในยุคของสัตว์ครองโลกที่มีก่อนมนุษย์ อันยาวนาน  ยังไม่พบว่ามีสิ่งใดใช้พลังงานของโลกอย่างมากมายเท่ามนุษย์ ...

สรรพสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ รับพลังงานจากอาทิตย์ จากโลก จากสิ่งอื่น ๆ เท่าที่ต้องการแล้วหยุด อาจด้วยการบริโภค หรืออาศัยกันอย่างสมดุลย์...

แต่มนุษย์ไม่ มนุษย์ไม่พยายามรักษาความสมดุลย์อันนั้นไว้เหมือนสรรพสัตว์ อื่น ๆ  มนุษย์เรียนรู้การดึงพลังงานจาก สรรพสัตว์ จากโลก แล้วไม่ส่งกลับคืน ทำให้ สรรพสัตว์ไม่สมดุลย์ โลกไม่สมดุลย์  เมื่อพลังงานที่โลกได้รับมาจากดวงอาทิตย์ ไม่เพียงพอต่อการรักษาสมดุลย์ อันเนื่องมาจากมนุษย์ ดึงพลังงานจากโลกมามากเกินไป เช่น พลังงานความร้อนจากโลก พลังงานจากน้ำมัน พลังงานจากน้ำ  และยังไม่พอ มนุษย์ ยังนำพลังงานจากโลก เช่นนำมันไปพัฒนาเพื่อความอยู่รอดโดย คืนของเสียที่โลกนำไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ เช่น พลาสติก  ในระยะอันพอเหมาะ

โลกเริ่มจะหาสมดุลย์ใหม่... ขยับแผ่นดิน สร้างมรสุม  และอื่น ๆ เพื่อยังคงพลังงานไว้

มนุษย์อย่างเราควรทำอย่างไรดี ?

Thursday, September 1, 2011

ประสบการณ์รถไฟฟ้า ในรอบ 6 เดือน

ไม่ได้ใช้บริการรถไฟฟ้า ทั้ง MRTA และ BTS มาเป็นเวลานาน ปรากฏว่าวันนี้คาดการณ์ผิดถนัด!

ด้วยต้องโดยสารจากบางซื่อไป ชิดลม ในขณะนั้น จึงตัดสินใจว่า จะนั่งรถ MRTA ไปต่อ BTS โดยมี 2 ทางเลือกคือ


  1. MRTA จากบางซื่อ (18 บาท) ไปต่อ BTS ที่ หมอชิต (35 บาท)
  2. MRTA จากบางซื่อ (37 บาท) ไปต่อ BTS ที่ อโศก (20 บาท)

ณ ขณะนั้น 7 โมงเช้า และด้วยความต้องการที่ต้องอ่านหนังสือระหว่างการโดยสาร เลยตัดสินใจเลือกเส้นวิธีการเดินทางที่ 2

ปรากฏว่า ผิดถนัด! เมื่อ MRTA จอดที่สถานี จัตุจักร ผู้โดยสาร ลงจาก MRTA เพื่อไปต่อ BTS น้อยมาก น้อยกว่าผู้โดยสารที่ต้องการโดยสาร MRTA ซะอีก ทำให้ขบวนที่ผมโดยสารแน่นตั้งแต่สถานีนี้ แถมยังไม่สามารถอ่านหนังสือตามที่คาดหวังได้อีก 

เมื่อผ่านไปสถานีต่อ ๆ มา ก็ปรากฏว่า มีผู้โดยสารหลายคนไม่สามารถเข้าโดยสารขบวนที่ผมโดยสารอยู่ได้ ผิดกับแต่ก่อนที่ผมสามารถขับรถมาจอดที่ สถานี ลาดพร้าวแล้วใช้บริการ MRTA ได้ในเที่ยวแรก (นี่ดีที่ผมตัดสินใจไปขึ้นที่ สถานีบางซื่อแทน)

พอมาถึงสถานีอโศก ก็นึกว่าหลาย ๆ คนจะลงที่สถานีนี้และไปใช้บริการ BTS เหมือนผม แต่ปรากฏว่า ผมต้องขอทางออกจากขบวนนี้ เกือบไม่รอด!

ผมก็สรุปว่า คนส่วนใหญ่คงต้องการไปลงที่ สถานีศาลาแดง และไม่ต้องการต่อรถไฟ จาก MRTA ไปยัง BTS เพราะว่าการเดินทางไม่สะดวก

ทำไม?
  1. รถไฟฟ้า MRTA ไม่พอในช่วงเวลานั้น
  2. คนส่วนใหญ่ไม่อยากต่อรถ
  3. มีผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องการไปสถานีปลายทางแถว ศาลาแดง (ไม่คิดทำงานนอกเมืองบ้างหรือ)