Monday, July 26, 2010

ก้มเงย

วันนี้ต้องติดทีวีที่ผนังห้องเป็นแบบแขวน ถ้าเราไปหาซื้อตัวยึดกับผนังจะพบว่ามีหลายแบบในเลือกมากมาย

พอเวลามาติดที่ผนังแล้วปรากฏว่า แบบที่เลือก "แบบก้มเงยปรับองศาได้ 18 องศา" มันเป็นประเด็น เพราะว่าเราสามารถปรับให้คนนั่งดูก็ได้ ยืนดูก็ดี ตามแต่โอกาส เช่น


  • นั่งบนโซฟา หรือนอน ก็ปรับให้ก้มมากหน่อย
  • เวลามีงานเลี้ยงในบ้านก็ปรับให้ขนานกับการยืนดู
  • เวลานั่งที่โต๊ะก็ปรับให้ก้มนิดหน่อย

และนี้คือความต่างกันของการเลือกตามประสบการณ์นั่นเอง


Thursday, June 10, 2010

การสอนแบบยึดนักเรียนเป็นหลัก

วันนี้ก็เป็นอีก 1 วันใน 4 วันที่จะต้องเข้าประชุมผู้ปกครองนักเรียนที่ที่น้องผมเรียนอยู่ ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ทางโรงเรียนได้จัดให้ผู้ปกครองเสนอแนวทางในการจัดบุคคลากรเข้ามาสอนเสริมวันเสาร์ ซึ่งปกติแล้วทางโรงเรียนก็จะมีการจัดหาและการประเมินผู้สอนอยู่แล้ว

ทางโรงเรียนก็นำเสนอการจัดหาดังนี้

1.  อาจารย์ที่สอนปกติอยู่แล้วในโรงเรียนหรือที่อื่น ๆ ที่ทางผู้จัดหาเห็นว่าเหมาะสม
2.  อาจารย์สอนพิเศษที่มีชื่อเสียง เช่น อาจารย์อุ อาจารย์เผ่า

หลังจากมีผู้ปกครองออกไปหน้าห้องและให้ความเห็นต่าง ๆ ก็สรุปถึงปัญหาและแนวทางได้ดังนี้

1. นักเรียนไม่ค่อยเข้าเรียน - ทั้ง ๆที่เป็นการจ้างอาจารย์พิเศษมาจากที่อื่น และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็ยังมีนักเรียนบางคนไม่ค่อยสนใจเรียน เอาแต่แตะบอล หรือไม่ก็เข้าเรียนช้า
2. นักเรียนแต่งการตามรูปแบบที่ตกลงกัน คือ ให้แต่งชุดนักเรียนปกติ แต่ก็มีนักเรียนบางคนแต่งชุดพละมาเรียน
3. อยากให้มีการจัดหาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ มาสอน


พอฟังได้ซักพักก็มีผู้ปกครองหลายท่านออกมาให้ความเห็นกัน จนกระทั่งผมคิดว่าความเห็นผมน่าจะมีประโยชน์กับผู้ปกครองที่มาประชุมบ้าง เพราะว่าผมเป็นพี่ชายไม่ใช้พ่อแม่ของนักเรียน แล้วผมก็เดินออกไปให้ความเห็นดังนี้

"สวัสดีครับ ผมเป็นผู้ปกครองของนักเรียน แต่เป็นพี่ชาย ไม่ใช่พ่อ และแม่ของนักเรียน ผมอยากจะมีเสนอแนวคิดของพี่ชาย ด้วยเหตุผลที่ว่า พี่ชายจะสนิทกับน้องชายมากกว่า พ่อและแม่" แล้วผมก็ถามต่อไปว่า 
"มีพ่อแม่ทานใดเคยเข้าไปเรียนพิเศษกับลูกชายที่สถาบันติว ต่าง ๆ บ้าง ?"
หลาย ๆ ท่านบอกว่า ไม่เคย บ้างก็มีบอกว่า สถาบันนั้น ๆ ไม่ให้เค้าไป ...
รอสักพัก ผมก็บอกไปว่า "ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยเป็นนักเรียนที่ไปติวครับ ในการติวนั้นสำหรับผมเอง ผมต่อต้านการติวมาตลอด เพราะว่าการติวไม่ใช่การทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มและนำไปใช้ได้เท่าไหร่ แต่เป็นการติวว่าจะทำข้อสอบอย่างไร"
"การเรียนที่ดีที่สุดคือการเรียนที่ห้องเรียนนั่นแหละครับ เพราะว่านักเรียนจะได้พื้นฐานที่ดี และถ้าหากมีพื้นฐานที่ดีแล้วการไปติวที่สถาบันนั้นก็จะเกิดประโยชน์มากกว่า  การที่นักเรียนที่มีพื้นฐานที่ไม่ดีไปติวนั้น ก็เหมือนกับส่งนักเรียนไปนั่งเล่นเสียมากกว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้น หากเรานำอาจารย์ที่ติว มาสอนนักเรียนในวันเสาร์ ผมคิดว่าไม่เกิดประโยชน์"

"เมื่อก่อนเคยเรียนกวดวิชากับอาจารย์หลังเลิกเรียน ในสถานที่นี่แหละ ผมว่าอาจารย์คนนั้นสอนให้ผมเข้าใจในวิชานั้น และนำไปใช้งานได้มากกว่าจะทำข้อสอบได้ ดังนั้นผมไม่เห็นว่าจำเป็นจะต้องนำอาจารย์ที่มีชื่อจากสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ มาสอนก็ได้ แต่อยากให้เสนออาจารย์ที่สอนแล้วนักเรียนเข้าใจมาสอนมากกว่า"

"ส่วนเรื่องการแต่งกายของนักเรียนที่ห้ามไม่ให้นักเรียนแต่ชุดพละมาเรียนนั้น ผมคิดว่ามันเป็นคนละเรื่องกันกับการเรียน และเหตุผลที่อาจารย์บอกว่า เพื่อให้ทางโรงเรียนตรวจสอบได้ว่าเป็นักเรียนที่จะมาเรียนพิเศษหรือเป็นคนอื่นนั้น  เท่าที่ฟังแล้วทางโรงเรียนก็ไม่ได้แจ้งให้นักเรียนทราบถึงเหตุผล ดังนั้นแน่นอนนักเรียนก็ย่อมไม่เข้าใจว่าทำไม ถึงแต่งชุดพละไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่าหากเขาแต่งชุดสุภาพมาเรียน และตั้งใจเรียน ก็ย่อมจะเป็นผลดีกว่า ส่วนเรื่องการตรวจสอนนั้น เราก็น่าจะมีวิธีอื่น แต่ที่สำคัญคือ อยากให้นักเรียนมาเรียนมากกว่า "


เสียดายที่มีเวลาน้อยไป ผมเลยไม่ได้สรุปประเด็นสำคัญอีกอย่าง แต่ก็ขอมาสรุปที่นี่ไว้ดังนี้


ในส่วนตัวทั้งที่เคยเป็นนักเรียน และเป็นผู้ปกครอง ผมมีความคิดว่า "การเรียนในประเทศไทย ไม่มีประสิทธิภาพอย่างมาก และมักจะเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองมากไป ทำให้ขาดการจัดการและการบริการอย่างเป็นระบบ" เช่น การออกข้อสอบที่ยังเป็น ก.​ข.​ค.ง ที่มีการกำหนดกรอบความคิด และยังเป็นการสอนนักเรียนเดาคำตอบ มากกว่าจะหาคำตอบ ซึ่งพอเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยแล้ว เด็กที่เรียนมาแบบ กขคง. นั้นก็จะลำบาก เพราะว่าไม่มีกรอบให้คิด ผมยังเกือบเอาตัวไม่รอด  และต่อมาก็มีแนวคิดว่าจะมีการเรียนการสอนแบบให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งผมคิดว่าแนวคิดอันนี้ดีทีเดียว แต่ว่าพอมาปฏิบัติแล้ว ดูผิดจากความคาดหวัง

เอาไว้หัวข้อหน้า ผมจะมาเขียนสิ่งที่อยากให้การเรียนการสอนในเมืองไทยเป็น


ป.ล. ความเห็นนี้เป็นความเห็นของ โรงเรียน รัฐบาลที่มีเงินทุนน้อยนะครับ เพราะว่าผมไม่เคยเรียนเอกชน หรือโรงเรียนรัฐบาล ที่ผู้ปกครองต้องแย่งกันให้นักเรียนได้เข้าเรียน

Sunday, May 23, 2010

กิจกรรมระดับมวลชน กับการพัฒนาภายใจสู่ภายนอก

วันนี้มีกิจกรรมดี ๆ ที่เห็นผู้คนออกมาทำความสะอาดมหานครกรุงเทพ และภาพดี ๆ ก็ออกมาให้ดูมากมาย เช่นที่นี่ ฺBig Cleaning Day

มองดูแล้วประเทศไทยช่วงหลังมานี้ขาดกิจกรรมดี ๆ ระดับมวลชนไปเยอะเพราะมัวแต่ชุมนุมเรื่องการเมือง

ส่วนกิจกรรมระดับประเทศที่เห็นกันบ่อย ๆ คือ ช่วงวันฉลอง 5 ธันวา, 12 สิงหา ที่ดูแล้วผู้คนต่างรอกันทุก ๆ ปี

ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ก็ดูแล้วไม่สามารถดึงดูดคนเป็นจำนวนมากได้

เมื่อตอนเด็ก ๆ จำได้ว่า ผมได้ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ศาลากลางของจังหวัดนนทบุรี  ประกวดการแสดงที่สนามศุภชลาศัย แข่งเรื่องที่แม่น้ำเจ้าพระยา ลอยกระทงที่จุฬา กาชาดที่สวนอัมพร ไปเล่นสงกรานต์ ดูทหารสวนสนาม

แต่เดี๋ยวนี้ดูแล้วกิจกรรมเหล่านี้ดูจะดึงดูดคนได้น้อยกว่าเรื่องการชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอของสื่อ หรือจากปากคนรอบข้าง ทุกคนรู้จักการชุมนุม หลายคนบอกว่าไม่ชอบการกระทำอีกฝ่าย

มองเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นที่ผมดูผ่านทาง NHK เค้าสามารถมีกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน หรือระดับประเทศ บ่อยมาก และนั่นก็เป็นจุดขายของประเทศ เป็นการสร้างกิจกรรมให้คนในชุมชนช่วยกันทำ ช่วยกันสร้าง และแน่นอนมันเป็นกิจกรรมที่ดีเอามาก ๆ

มองดู Big Cleaning Day ในวันนี้แล้วผมก็เลยอยากเสนอให้เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพฯ​ และเจ้าหน้าที่ของประเทศ และถ้าเสียงนี้ไปถึงนายกรัฐมนตรี ผมอยากให้กรุงเทพฯ ได้จัดให้มีกิจกรรมที่ดีให้คนในชุมชนกรุงเทพฯ ได้เข้ามาร่วมกันทำ เช่น วันทำความสะอาดกรุงเทพฯ ประจำเดือน หรือกิจกรรมปิดถนนสีลมเพื่อขายสินค้าในยามค่ำคืน ทำให้มีกิจกรรมที่ร่วมกันมากขึ้น ไม่ใช่มีแต่การชุมนุมทางการเมือง

ผมว่าเราควรสร้างประเพณีในสมัยนี้บ้าง ไม่ใช่ใช้แต่ประเพณีของบรรพบุรุษอย่างเดียว

Saturday, May 22, 2010

มหานครกรุงเทพ ได้พักผ่อนบ้างแล้ว

หลังจากมหานครแห่งนี้ต้องรองรับความขัดแย้งมานานร่วมกว่า 2 เดือนในช่วงที่ผ่านมา แล้วกรุงเทพฯ นี้ก็ได้พักผ่อนเสียที

วันนี้ถ้าหากมองกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ กิจกรรมที่คนในมหานครแห่งนี้ทำในยามปกตินั้นหายไปหมด ไม่ว่าจะเป็น การทำงานกะดึก การออกมานอกบ้านทานข้าวข้างถนน การออกไปสถานบันเทิง การนั่งดื่มสังสรรค์ การจราจรที่จอแจ การแข่งรถ ไฟเขียว-ไฟแดง รถกระป๋องไฟฟ้า ตลาดนัดหน้าบ้าน และอีกหลายๆ อย่างที่ไม่สามารถทราบได้

ผมมีความรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ในเวลานี้ดูเงียบสงบ นิ่ง พักผ่อน เฝ้ามอง และรอคอยการกลับมาของชีวิตชีวาของคนที่อาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้ รอคอยการกลับมาของคนที่ได้ชื่อว่า "เรายิ้มได้เสมอ" รอคอยความรักซึ่งกันและกัน รอคอยวันที่หลาย ๆ คนเฝ้ารอให้เกิดขึ้น


กลับมาเถิดมหานครที่รักของผม ผมคิดถึงคุณ

Wednesday, May 19, 2010

ย้าย Technology blog ไปที่ใหม่

ขอย้ายความรู้ในส่วนของ technology ไปไว้ที่ hinchaisri.blogspot.com


แจ้งเพื่อทราบ

Tuesday, May 18, 2010

หมากกระดาน

หากคุณเคยเห็นหรือเคยเล่นหมากกระดาน ไม่่่ว่าจะเป็นของชาติใดก็ตาม ตัวหมากนั้นก็จะมีหลายระดับในการเล่น เช่น เบี้ย ขุน โคน ม้า Knight Queen King แต่ละตัวนั้นก็จะมีบทบาทต่างกัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องส่งหมากของตัวเองเข้าไปเล่น ล่อ และ กิน

แล้วหมากต่าง ๆ ก็กำลังขยับ ปกติแล้วหมากที่อยู่บนกระดานจะมีวิสัยทัศน์แค่ในกระดาน อย่างมากก็ 8 ทิศ ผิดกับคนเดินหมากที่มีมากกว่า

และแน่นอนตอนนี้ ขณะนี้ พวกเราก็คงเห็นหมากตัวสำคัญ ๆ หรือที่เตรียมไว้เฉพาะ ออกมาเดินมากขึ้น

สงสารหมากตาบอด

Monday, May 17, 2010

การบริโภคข่าว

ขณะนี้ผมบริโภคข่าวจาก 2 แหล่ง ที่ค่อนข้างมีความแตกต่างกันในเรื่องของความคิด เหตุที่ต้องบริโภคทั้งสอลงด้านก็เพียงแค่ไม่อยากโดนข่าวหลอก

สิ่งที่น่าแปลกใจของข่าวคือ บนข่าวเรื่องเดียวกัน ทำไมการนำเสนอถึงได้มองคนละมุม คนละขั้วอย่างนั้น ต่างคนต่างนำข่าวที่เป็นฝ่ายของตนออกมานำเสนอ ไม่นำเสนอทุกด้าน อย่างนี้ชีวิตเราก็โดนการยัดเยียดข่าวไม่ต่างอะไรกับโฆษณาที่บังคับให้รับรู้เฉพาะด้านเฉพาะเรื่อง

ก็เป็นห่วงไปยังผู้ที่บริโภคด้านเดียว