Showing posts with label Life Style. Show all posts
Showing posts with label Life Style. Show all posts

Friday, September 5, 2008

Detroit of Asia รึ?

เมื่อวานนำรถเข้าไปตรวจสอบ 80,000 กิโลเมตร หรือ 3 ปี พอดี 

อะไหล่ที่เปลี่ยนกับสารหล่อลื่นต่างๆ ที่เปลี่ยนไปเขียนออกมาได้ 3 หน้า กระดาษ แต่ที่เห็นคือ อะไหล่ส่วนมากก็ยัง Made from Japan นี่หว่า


จาก New Album 5/9/2008, 10:32

แล้วไทยคืออะไรกันแน่

ตู้ตัดผมที่ Metro Mall เพิ่งเคยเห็น



เมื่อทุกอย่างในชีวิตดูเร่งรีบไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการนอน การรับประทานอาหาร หรือไม่แต่การเดินทาง แต่มีใครบ้างที่คิดว่าจะเปิดบริการ หรือขายสินค้ากับชีวิตที่รีบอย่างนี้

นานมาแล้วผมไม่เคยคิดที่จะเดินไปที่ Metro Mall เลย แต่เมื่อวานพึ่งมีโอกาสแวะเข้าไปเพราะเหตุบังเอิญ

ดูรูปก่อนดีกว่า


 
บอกได้เลยว่ามาจาก ญี่ปุ่น

ลักษณะเป็นตู้กลมทรงกระบอก ภายนอกมีตู้จำหน่ายตั๋ว หลังจากที่คุณซื้อตั๋วด้วยราคา 100 บาทแล้วก็นั่งรอคิว ผมแอบเข้าไปดูข้างในมา  ภายในมีอุปกรณ์ครบชุด และแสดงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานว่า ได้ผ่านการตรวจสอบและสุขอนามัยแล้ว มีพนักงานประจำตู้ ดูท่าทางคล่องแคล่ว และอัธยาศัยดี 

ไม่ได้จับเวลาว่า 10 นาทีจริง  ๆ หรือเปล่า แต่เท่าที่รู้คือฝรั่งชอบแน่นอนเพราะถูกและเร็วดี


Thursday, August 14, 2008

คิดจากผลที่สำเร็จแล้วย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น

บ่อยครั้งที่แปลกใจว่่า ภาพหรือสิ่งที่ได้จินตนาการนั้นมันเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะงานที่ได้ทำ ทุกครั้งที่เร่ิมทำงานผมจะนึกถึงงานเมื่อทำสำเร็จ แล้วจากนั้นภาพต่าง ๆ จะปรากฏตามมา เช่น

มีอะไรต้องทำบ้าง
จะนำแต่ละชิ้นส่วนมาประกอบกันอย่างไร
ใครต้องทำอะไรในส่วนไหน
อุปสรรค์ที่ต้องเจอ

คุณเป็นอย่างผมหรือไม่

Tuesday, August 12, 2008

%FAT ของ นอ มอ นม

เมื่่อหลาย ๆ ปีก่อนไปต่างประเทศแทบยุโรป เช้าๆ ไม่มีอะไรกินนอกจากอาหารก้อนพวกซ๊อคโกแล๊ต เวลากินต้องใส่นม ประเด็นอยู่ที่ว่า เวลาซื้อต้องดู %FAT ดีๆ ไม่อย่างนั้นจะไม่อร่อย 

อีกอย่างคือกาแฟ เวลากินก็ต้องใส่นม ไม่เหมือนบ้านเราชอบใส่นมผง หรือที่เรียกว่า coffee mate 

ตัวอย่างกล่องนมที่่ผมพอได้



 

Monday, August 11, 2008

โอลิมปิกแบบ Google

นอกจากว่าเราจะทราบการรายงานผลการแข่งขัน และจำนวนเหรียญรางวัลของแต่ละประเทศผ่านทาง โทรทัศน์หรือวิทยุแล้ว เรายังดูผลได้จาก Google ได้อีกด้วย ลองดูครับ















แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ค้นด้วยคำว่า "โอลิมปิก" แล้วผลที่ได้ประทับใจมาก

Sunday, July 20, 2008

Bird of Paradise ปักษาสวรรค์


ที่บ้านที่ต้นไม้เป็นกอ ๆ หลาย ต้น แต่ก็ประหลาดใจกับต้นนี้ เอาไปให้เพื่อนดู เค้าบอกว่า Bird of Paradise
ภาษาไทยคือ ปักษาสวรรค์


Thursday, June 19, 2008

เดอะท๊อปซีเครต ฉบับโปรแกรมเมอร์

เดอะท๊อปซีเคร็ต ฉบับโปรแกรมเมอร์

หลังจากหาเวลาว่างได้ก็ขอกลับเข้ามาเขียนต่อ ...

ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ได้เคยอ่านหนังสือเรื่อง "ไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" มาก่อน จึงทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างง่าย และเข้าใจได้รวดเร็ว

เห็นที่ตั้งชื่อเรื่องว่า "เดอะท๊อปซีเคร็ต ฉบับโปรแกรมเมอร์" นั้นก็เป็นผลมาจากการทำงานของผมเอง ที่แต่ก่อนนั้นเริ่มทำจากสิ่งที่ไม่เคยทำ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เริ่มเข้าขั้น เจออุปสรรค์มาก็มาก ล้มเหลวบ้าง ประสบความสำเร็จก็เยอะ ดังนั้นจึงอยากเล่าประสบการ์ณในส่วนนี้ให้ฟัง

แต่เดิมด้วยความท้าทายที่จะทำงานประเภท Coding อยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกเลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงเริ่มด้วยการขวนขวายหาความรู้ และตื่นเต้นทุกครั้งที่ดำเนินการสิ่งใดสำเร็จ  และสนุกสนานกับการแก้ปัญหาต่าง ๆ นาๆ ยิ่งที่คนอื่นบอกว่ายาก ยิ่งอยากทำการแก้ปัญหานั้น สิี่งที่แปลกใจคือ ทำไมคนอื่นเค้าถึงทำไม่สำเร็จแต่เรากลับทำได้ 

พอได้อ่านหนังสือนี้จึงได้มีความเข้าใจ สิ่งที่เราถามตัวเองว่าทำไม 

คำถาม  ทำไมเราถึงทำสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยที่บางคนทำไม่สำเร็จ
ตอบ เพราะผมคิดถึงความสำเร็จ และเห็นความสำเร็จก่อนที่จะทำอยู่แล้ว


คำถาม แล้วหนทางในการทำในส่ิงเหล่านั้นให้เป็นไปได้หละ มาจากไหน
คำตอบ ผมขอให้ตัวเองหาแนวทางให้การดำเนินการต่าง ๆ เจอ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน

คำถาม หลังจากแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้วรู้สึกอย่างไร
คำตอบ  รู้สึกว่าตัวเองก็ทำได้


และนั้นก็คือ เชื่อ ขอ และ รับ ตามหนังสือ เดอะท๊อปซีเคร็ต



Thursday, April 17, 2008

รถถูกชน

ใช่แล้วครับรถถูกชน จอดไว้เฉย ๆ ก็ถูกชนได้ เหตุการณ์สอนให้รู้ว่าต้องใจเย็น ๆ ก่อน เพราะว่าถูกชนไปแล้วทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอประกัน ถ้าใจร้อนจะทำอะไรไม่ถูก

ขั้นตอนมีดังนี้
  1. เดินไปอย่ารีบร้อน ถ้าเป็นฝ่ายถูก
  2. ทำสีหน้าให้เรียบร้อย แต่รีบเดิน ระวังถูกรถคันอื่นชนขณะเดินไปดู
  3. อย่าเริ่มต้นด้วยการด่า ให้เฝ้าดูคู่กรณีก่อนว่ามีใบขับขี่หรือเปล่า
  4. ดูอารมณ์คู่กรณีและคอยฟัง คำขอโทษ เพราะว่าเราไม่ผิด
  5. จากนั้นก็ถามเค้าว่าเรียกประกันฯ หรือยัง จากนั้นเราก็เรียกประกันฯ ของเราบ้าง
  6. แล้วก็นั้งรอ หรือถ้าคู่กรณีท่าทางนิสัยดีก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย เผื้อรู้จักกันไว้
  7. เมื่อประกันฯ มาถึง ให้ทำการดูว่าเค้าตรวจสภาพรถเราอย่างไรละเอียดหรือเปล่า มีอะไรที่เราดูว่าผิดปกติจากรถที่เราเคยเห็นก็ให้แจ้งให้ทราบ เพราะว่าตัวแทนประกันฯ จะทำการบันทึกรายละเอียดความเสียหาย แต่ถ้าตำแหน่งที่เกิดอุบัติเหตุ มีรอยอะไรที่เราอยากให้ประกันฯ ซ่อมให้ก็ให้แจ้งไปตามตรงเลยว่าเราอยากให้เค้าช่วย เขียนไปด้วย 
  8. จากนั้นทางตัวแทนประกันฯ จะถามหาบัตรประจำตัวผู้ขับขี่ของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อนำไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานการเคลมประกัน
  9. กรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด เราอาจจะต้องใช้เวลาแจ้งเหตุการณ์ให้ตัวแทนประกันฯ ทราบว่าเราขับอย่างไรถึงผิด เพราะว่ามันอาจจะถูกก็ได้ และอย่าเอาสิ่งที่เราคิดว่าถูกไปเถียงกับเค้า ให้ฟังเหตุผลว่า ทำไม
  10. ถ้ารถท่ีชนกันนั้น จูบกันอยู่ หรือ มีการชนที่ติดพัน อย่าทำการถอยรถออกจนกว่าจะมีประกันมาวิเคราะห์เหตุการณ์ก่อน หรือตำรวจมาตรวจก่อน เพราะอาจทำให้รูปคดีผิดไป
  11. หลังจากนำรถแยกออกจากกันแล้ว ก็ให้ทดสอบรถ โดย การขับ ระบบไฟฟ้า สีรถ พวงมาลัย ฯลฯ
  12. ถ้าเรียบร้อยดี ก็ดีไป
  13. จากนั้นก็แยกกันด้วยดี

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงเราจะทำดีแล้ว แต่ก็ให้คอยระวังได้ด้วย

Tuesday, March 4, 2008

ขอตอบคำถามที่ว่า เขียน blog ทำไมไว้ที่นี่ครับ

เนื่องจากมี blog "การเขียน blog ช่วยพัฒนาสังคมของคุณให้ดีขึ้น จึงขอเขียนตอบดังนี้ครับ

เคยอ่านหนังสือของ linus เค้าเขียนไว้ว่า  เหตุที่ Finland คิดค้นมือถือนั้นน่าจะมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมคือ อากาศที่หนาวทำให้การไปพบปะผู้คนภายนอกนั้นจะลำบาก อีกทั้งคน Finland ไม่ค่อยกล้าที่จะพูดคุยกันแม้จะนั้งอยู่โต๊ะเดียวกันก็ตาม นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องใช้มือถือคุยกัน


ส่วนของไทยนั้นผมคิดว่าเหตุการใช้มือถือนั้นคงเป็นเพราะตลาด เพราะคนอื่น ๆ เค้าใช้กันเลยต้องใช้ด้วยไม่อย่างนั้นตกยุคและส่วนมากไม่ได้ใช้ไปในการทำธุรกิจ แต่ใช้ในการบันเทิงเสียมากกว่า เช่น sms หรือ พวก ringtone หรือพวก multimedia หรือก็ vote 


ในขณะที่มหาวิทยาลัยในทางยุโรปนั้นใช้ SMS ในการชำระค่าเทอม ชำระสินค้าต่าง ๆ หรือพวกเรียกรถเมล์มารับเป็นต้น 

วกกลับมาเรื่อง blog ในส่วนตัวคิดว่า การเขียน blog จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มทักษะในการเขียนได้ดีขึ้น และสามารถเรียบเรียงถ้อยคำได้เมือเวลาเราได้ไปพูดกับบุคคลอื่น และเป็นการเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการสร้างความรู้ใหม่ ๆได้โดยไม่ต้องรอตึพิมพ์ 


และพอมาถึงคนไทย ผมคิดว่า เป็นการดีที่จะทำให้เราทราบว่าเค้าคิดอะไร และอยากพูดอะไร เช่น เวลาประชุมไม่พูด แต่เวลาเลิกประชุมกันแล้ว กลับพูด ซึ่งเห็นได้ทั่ว ๆ ไป 


Friday, February 29, 2008

สรรพากร ราชการ และความคิดดีๆ

สรรพากร, เมื่อก่อนนี้มีแต่คนบอกว่าถ้าได้เข้าพบสรรพากรแล้วแสดงว่ามีเรื่องยุ่งแน่ ๆ แต่... อย่าพึ่งเชื่อใครเพราะว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสพบสรรพากรและมีความรู้สึกดีมาก ๆ


สรรพากรมีหน้าที่ต้องเก็บเงินจากผู้มีรายได้เพื่อให้รัฐฯ นำไปใช้บริหารและจัดการประเทศ (แต่ถ้าเอาไปใช้ไม่ถูกต้องก็กรรม เหมือนกับเวลาเราใส่บาตรพระเราไม่ต้องถามว่าท่านนำไปทำอะไร แต่ผู้ให้ทำดีก็แล้วกัน) ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีก็ต้องชำระภาษี โดยไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะเอาไปทำอะไร 


หลาย ๆ คนพยายามเลี่ยงภาษี และก็คอยบอกคนอื่นๆ ว่าเก่ง มันเหมือนกับว่าโกงเค้าได้คิดว่าตัวเองเก่ง ผมเองกลับคิดว่าต้องให้ประเทศบ้างเพราะว่าเราก็ใช้และอยู่บนประเทศนี้แหละไม่ให้แล้วจะอยู่กันอย่างไร หรือว่าเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวไม่แบ่งปันกันบ้างก็แย่


ผมเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่ได้เจอผู้ช่วยพื้นที่คนนี้ เค้าอธิบายได้เข้าใจและมีเหตุผลที่น่านับถือ ด้วยตัวผมเองมีภูมิใจในการเสียภาษีเพราะว่าไม่ได้โกงและอยากเสียภาษีเสียด้วย แต่หลาย ๆ คนท่ีได้พบอาจจะมีความกลัวบ้างเพราะว่าเค้าทำไม่ถูกต้องจึงกลัวเป็นธรรมดา


เวลาเราเข้าไปพบกับพื้นที่นั้นถ้าไม่ได้ทำผิดอะไรทำไมต้องกลัวด้วย ดังนั้นผมจึงเข้าพบท่านด้วยความไม่ประมาทสักนิด ท่านเล่าว่าแต่ก่อนสรรพากรนั้นใช้อำนาจมากเกินไป และทำตัวเหมือนเป็นผู้ตรวจการมากเกิน ไม่พยายามอธิบาย หรือตรวจสอบ จึงทำให้การเก็บภาษีนั้นเป็นไปในรูปแบบ ต้องเสียภาษีเพราะว่ากลัว แต่เดี่ยวนี้ ท่านอธิบายว่า "เป็นการตรวจสอบ" มากกว่า และแนะนำทำความเข้าใจและอธิบายอย่างมีเหตุผล ผมชอบคำที่ว่า "เหมือนจอมยุทธชนะได้โดยไม่ได้ใช้ดาบ"  แต่มันก็ยังไม่สามารถทำให้คนหลาย ๆ คนเข้าใจการเสียภาษีอยู่ดี 


โดยส่วนตัวแล้วถ้ามีการอธิบายในเรื่องภาษีที่ถูกต้องและทั่วถึงแล้ว การเสียภาษีเพื่อชาติจะดีกว่า และไม่พบการหลบภาษีด้วยวิธีท่ีเข้าใจว่า ทำแล้วถูกต้องหรือเห็นคนอื่นเค้าทำกัน เลยเอะอะว่าทำถูก และก็จะได้ไม่ได้แนะนำเพื่อน ๆ ว่า ทำอย่างนี้สิคนอื่นเค้าก็ทำกัน



Tuesday, November 13, 2007

การมีลูกมีความสุขอย่างไร

ผมยังไม่มีลูกหรอกครับ แต่มีน้องชายที่อายุห่างกัน 17 ปี ส่ิงที่ผมเพิ่งเข้าใจเมื่อวานนี้คือ วันที่ผมเห็นน้องของผมนังทำการบ้าน และเอ่ยคำว่า "ข้อนี้มันง่าย ไม่ต้องลอกเพื่อน"  หรือว่า "เพื่อนมันไม่ค่อยตั้งใจเรียน" หรือ เวลาที่ผมเห็นเค้านั่งทำการบ้านนั่นเอง

ผมคิดว่าความสุขของการมีลูกหรือมีหลาน ๆ คือ มองเห็นเค้าเติบโต นั่นเอง 

Thursday, October 25, 2007

วรรณศิลป์ วรรณกรรมเยาวชน

เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 -3 หลาย ๆ ครั้งอาจารย์ภาษาไทยบังคับให้อ่านหนังสืออ่านนอกเวลา แล้วสรุปเป็นความเข้าใจออกมาให้หนึ่งหน้ากระดาษฟูลสแก๊ป

แต่เดี๋ยวนี้กลับอยากอ่าน เที่ยวไปหาตามร้านหนังสือต่าง ๆ แต่ดันพบกับความประหลาดใจอย่างหนึ่ง คือ หนังสือที่เราคิดว่าน่าอ่าน หรือ น่าติดตามนั้น กับเป็นหนังสือสมัยที่เราเรียนซะส่วนมาก ส่วนที่ไม่อยากอ่านก็เยอะ หรือว่า รุ่นหลัง ๆ นี้ไม่ค่อยจะแต่งหนังสือพวก วรรณศิลป์ หรือ วรรณกรรมเยาวชน

หนังสืออ่านปัจจุบันจะเน้นไปในเรื่อง การตลาด เทคโนโลยี เรื่องเล่าจากดารา ความสำเร็จของคนนั้นคนนี้ หรือไม่ก็หนังสือทำอาหารการกิน นำเที่ยว แล้วหนังสือที่ผมอยากอ่านไปไหนหมดเนี่ย


ก็เลยฉุกคิดไปว่า หนังสือประเภทวรรณกรรม สร้างสรรค์ นั้นมันจะอยู่ให้เราเห็นอีกนานเท่าไหร่ คนแต่งหนังสือประเภทคมในฝัก โวหาร เจ้าบทเจ้าสำนวน นั้นจะมีต่อไปหรือไม่

คิดแล้วก็พึ่งเข้าใจว่า สาขาภาษาศาสตร์เค้ามีไว้เพื่ออะไร