Wednesday, March 9, 2011

KM ใน เพชรพระอุมา ของพนมเทียน

"ไอ้คอมพิวเตอร์มันดีดชื่อรพินทร์ออกมาทันที" ที่เราใส่คุณสมบัติของคนที่เราต้องการ


  • เป็นพรานที่ช่ำชองในพื้นที่แถบลุ่มน้ำสาละวิน
  • อายุประมาณ 28-35 ปี
  • เป็นพรานที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และภาษาชาวป่า ชาวเขาได้
  • มีความรับผิดชอบสูง
  • สามารถเก็บความลับได้อย่างดีเยี่ยม
  • ฯลฯ

แต๊ก ๆ ๆ ๆ ติ้งต่อง ... รพินทร์ ไพรวัลย์


ผมไม่ได้แปลกใจใน คอมพิวเตอร์ แต่แปลกใจ และประหลาดใจในตัวพนมเทียนมากกว่า เพราะว่าผู้แต่งทราบถึง Knowledge Management ได้อย่างดีเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว


Friday, February 25, 2011

ฤ ว่า email spam ต้องกำจัดด้วยวิธีการของ bloging แบบ FB

เมื่อแรกเริ่มใช้งาน email หรือมีการคิดค้น email คงลืมคิดเรื่อง Spam ไป

หลาย ๆ บริษัท ก็ออกผลิตภัณฑ์ป้องกัน กรอง และตรวจจับ spam ออกมากันมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เพราะเนื่องจาก spam ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอาจอยากได้ spam ก็เป็นไปได้

การกรอง หรือ กำจัด ขยะ ดูแล้วไม่มีที่สิ้นสุดบน email  แต่แนวทางของ social network อย่าง fb ดูแล้วจะสดใสกว่า เพราะขบวนการนั้นบังคับไว้ คือ ก่อนได้รับ comment ต้องเป็นเพื่อนกันก่อน!

และแน่นอน การยกเลิกการใช้งาน email ก็คงยาก แต่อยากจะให้มีการคิดค้นวิธีการให้ดีกว่านี้ อย่างเช่น


  • มีการส่ง email แนะนำกันก่อน แล้วบอกยินดีว่า จะติดต่อกัน เป็นเพื่อนกัน
  • หากตรวจได้ว่า ข้อความที่ส่งนั้น เป็น spam แล้วนะ ก็ให้ยกเลิกการรับ หรือแจ้งกลับไปได้

หวังว่า คงยังไม่มีใครใช้ fb เป็น email นะครับ!

Monday, January 31, 2011

ขายซอฟต์แวร์อย่างไรดี

นานมาแล้วที่เราต้องซื้อซอฟต์แวร์ เพื่อที่จะมีสิทธิ์ใช้ซอฟต์แวร์ พอเวลาผ่านไปผู้ใช้งานก็รู้ว่าซื้อซอฟต์แวร์แล้วได้แค่ใช้บริการ ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ เหมือนการซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือเรียกได้ว่าได้สิทธิ์ใช้งานเท่านั้น

ดังนั้นต่อมาการขายซอฟต์แวร์ ก็เปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการขายบริการ กล่าวคือ ใช้เท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น ไม่ต้องลงทุนซื้อซอฟต์แวร์

อยู่ ๆ ก็มีคนหัวใส "เราก็เปิดตลาดซอฟต์แวร์สิ" ถ้าคุณรู้จัก App Store แล้ว ผมก็บอกได้เลยว่าแนวคิดนี้ทำให้การขายซอฟต์แวร์จะเปลี่ยนไป มันเป็นเหมือนตลาดนัด ที่ผู้ผลิตนำซอฟต์แวร์มาขาย โดยอาศัยโครงสร้างตลาดที่ถูกจัดสรร ด้วยระบบ

แต่ตลาดนัดซอฟต์แวร์ยังคงไม่สามารถครอบคลุมซอฟต์แวร์ได้ทุกประเภท โดยเฉพาะซอฟต์แวร์องค์กร เช่น ERP หรือ CRM

แต่ก็เป็นทางออกที่ดีกับตลาดซอฟต์แวร์สำหรับบุคคล ที่มีอยู่มากมายเกลื่อนกลาด ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง

"ซอฟต์แวร์อันละ 5 บาท แต่ถ้าขายได้ทั่วโลก คงสนุกพิลึก"

แล้วถ้านำแนวคิดนี้มาใช้กับพึชผลการเกษตรเมืองไทย จะทำได้ไหม...

Thursday, December 30, 2010

วังน้ำเขียว เปลี่ยนไปตามสายลม

สถานที่ที่ผมชอบคือ ป่าไม้ ภูเขา แนวธรรมชาติ เวลาไปไม่ทำอะไรมากกว่าการไปพักผ่อน และดูว่าชาวบ้านเค้าทำอะไรกัน บ้างก็ไปตลาดนัด บ้างก็ไปแวะทานข้าว หรือไม่ก็ไปนั่ง ชิว ๆ บางทีแค่ขับรถไปดูเฉย ๆ ไม่ได้ไปพักหรือว่าพำนักอะไร  ความรู้สึกเหมือนไปเยี่ยมบ้านหลังหนึ่งเท่านั้น

วันนี้ก็อีกครั้งที่ได้แวะไปวังน้ำเขียว จำได้ว่าไปมาแล้ว 5 ปี ไปทุกปี ครั้งแรกไปเพราะว่าอ่านหนังสือแล้วก็ขับไปทันทีไม่ได้วางแผนอะไร เค้าบอกว่าเป็นแหล่งที่มีโอโซนเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ก็ไป ครั้งนั้นทำให้รู้จักกับ village farm and winery เพราะว่าหาข้าวข้างทางกินไม่เป็น เห็นเค้าบอกว่า wine ก็เข้าไปก่อน ไม่คิดอะไรมาก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะว่าน้องที่มาต้อนรับเค้าบอกว่า "อากาศที่นี่จะประมาณ 20 องศาในช่วงหน้าร้อน ส่วนหน้าหนาว ก็หนาวเป็นธรรมดา"

ครั้งที่สอง ก็เลยขอพิสูจน์ว่าเมษาที่ว่าร้อน ๆ ที่วังน้ำเขียวเป็นอย่างไร แล้วก็เจอกับความจริงที่ว่า มันเป็นอย่างที่ว่าไว้จริง ๆ และถ้ามีโอกาสได้แวะมาช่วงหน้าร้อนแล้วมีฝนตกพร่ำ ๆ ก็จะเจอกับหิ้งห้อย แบบว่าไม่ต้องไปที่อัมพวาก็มี ที่น่าขำคือ วันนั้นน้องที่ไปด้วยมันดันไม่เคยเห็นหิ้งห้อยตัวเป็น ๆ แวะมาทักทาย!

ครั้งหลัง ๆ ก็เริ่มเสนอให้บริษัท จัดไปบ้าง จัดไปตอนเดือนธันวาคม กะว่าให้หนาวสมใจ แล้วก็จริง พวกเรานั่งเล่นไพ่กันภายใต้อากาศต่ำกว่า 17 องศา แต่ก็ไม่ใครอยากเข้านอน เพราะว่ามันหนาวและเย็นสบายจริง ๆ

ครั้งหลังสุดไปตอนธันวาคม อีกนั่นแหละ แต่ว่าคราวนี้มันเปลี่ยนไปค่อนข้างรวดเร็ว ลองนึกถึงเมืองชนบท แล้วจู่ ๆ ก็มีรีสอร์ท แบบเชียงใหม่ผุดขึ้นมามากมาย ผู้คนเข้ามาซื้อสินค้ากันมากมายจนไม่มีที่จอดรถ คนขายไม่ได้หน้าตาเป็นคนท้องถิ่น สินค้าเริ่มเป็นสินค้าที่มาจากถิ่นอื่น หรือบางทีเราก็จะเห็นว่าเป็นสินค้าที่เขียนว่า product of China

ชาวบ้านบอกว่า น่าจะเป็นการจัดการของคนถิ่นอื่น เป็นการนำวิธีการของคนกรุงเทพ หรือเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ เข้ามา แบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง แล้วก็จัดสรร ให้คนเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อขายของ มีการนำขบวนเที่ยวรถทัวมาจอด ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อสินค้า ที่บางที่ก็เป็นสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าท้องถิ่น

อันที่จริงแล้ว "วังน้ำเขียว" ในความหมายผม ส่วนใหญ่ผมหมายถึงในส่วนที่เป็น ต.ไทยสามัคคี ไม่ใช่เส้นที่จะเดินทางไปเขาแผงม้า เขาใหญ่ ผมก็ขอแบ่งเอาง่าย ๆ ว่า เส้นชนบทที่ผมรัก และเส้นไฮโซ

เส้นชนบท หมายถึงทางเข้าไปยัง ต. ไทยสามัคคี  ส่วนเส้นไฮโซ เป็นเส้นที่จะผ่านไปยังเขาแผงม้าสู่เขาใหญ่

ปัจจุบันนี้ ปากทางเข้าไปยัง ต.ไทยสามัคคี นั้นก็เริ่มเป็นเส้นไฮโซแล้ว ก็ขอให้เป็นแค่ทางเข้าแล้วกัน อย่าไปถึง ตัว ตำบล เลย เสียดายมาก

ส่วนเส้นไฮโซ นั้นก็ขอให้เป็นการสร้าง รีสอร์ทให้สำหรับคนที่รักสบายแบบคนชาวกรุง ที่ชอบสถานที่ที่เมื่อมาพักก็ได้อารมณ์แบบฝรั่ง

ถ้าจะให้สรุปจากภาพที่เห็น ก็คงสรุปได้ว่า "คนที่ไปเที่ยว นอกจากจะไปเที่ยวอย่างเดียวแล้ว ยังนำความเป็นคนเที่ยว คนกรุง เข้าไปเปลี่ยน เข้าไปหาผลประโยชน์กัน จนทำให้ท้องถิ่นนั้น ๆ เปลี่ยนไป"

ผมยังไม่อยากเห็น วังน้ำเขียว ที่ผมชอบ เป็นเหมือน เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะช้าง เกาะเสม็ด ปาย ผมอยากให้วังน้ำเขียว ยังเป็นวังน้ำเขียวเหมือนเดิม

เป็นอย่างที่ผมขอจดไว้อย่างนี้  

เมื่อใกล้ถึงเป้าหมาย เราจะเห็นดอกหญ้าที่สูงกว่ารถเรียงสองข้างทางจนวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะแวะถ่ายรูปอย่างไร
ตรงที่กลับรถข้างหน้า ถ้าเลี้ยวขวา ก็เข้าไปกินน้ำองุ่นที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมา
ถ้ากลับรถก็ชิดซ้ายไว้เข้าซอยแรกก็จะเป็นทางเข้าสู่เส้นทางที่หวังไว้
ประมาณกลางซอย จะเจอกับป้ายของป้ายแนวตั้งที่สูงกว่าชั้นที่ 3 ของตึกในกรุง
แวะถ่ายรูปที่นั่นหน่อย
รีบขึ้นรถไปต่อ
เนินสูง ๆ ต่ำ ปกคลุมไปด้วยหญ้า ผ่านให้เห็นเป็นระยะ ๆ 
อ้อ... ปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างรถสิ
ตรงไปเรื่อย ๆ
สวนผักอยู่ด้านซ้าย เห็นเป็นทิว "เค้าปลูกผักหน้าหนาวกัน"
ทางด้านขวา "ร้านนี้คิดได้ไงว่าต้องเปิดร้านนมสด" อิจฉา
แล้วก็เห็ด ๆ ๆ 
ร้านยังเป็นรูปเห็ดเลย สั่งเลย
กะเพราเห็ด เห็ดเทมปุระ ไข่เจียวเห็ด ต้มยำเห็ด น้ำพริก กับผักสดเป็นกาละมัง
ข้าวเปล่าอีกจานครับ
ทำไมผักไม่เห็นขมเลย (น้องคนหนึ่งเอ่ยขึ้น) 
ผานั้นเรากำลังจะไป "ผาเก็บตะวัน" เราจะไปเก็บตะวันกัน
อ่างเก็บน้ำนี้คงเป็นน้ำไว้ใช้ของหมู่บ้าน
รั้วสีฟ้านี่เป็นทุ่งของใครหนอเหมือนมีไว้เลี้ยงม้า
นี่ไงเค้าปลูกผักที่นี้เหมือนกัน
ถ้าที่หอเอนปิซ่า เค้าทำท่าดันหอ ที่นี่เค้าทำท่าแบกอาทิตย์ จุ๊บสุริยา
ทันถ่ายรูปพอดี
อาบน้ำ
หนาว ๆ ๆ (มีใครอยากไม่อาบน้ำบ้าง อยากมีแนวร่วม)
นอน
กรน
หนาว
ไม่อยากตื่น
ขออีกเดียว 
ยังไม่อยากกลับ
มาอีกเมื่อไหร่ดี
วังน้ำเขียว ...​ที่รัก

Friday, December 24, 2010

Tuesday, November 9, 2010

รถไฟความเร็วสูงงงง

รถไฟที่ประเทศไทยนั้น มีประวัติมายาวนานมาก จำได้ว่าตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ร.5
ผมไม่รู้หรอกว่ารถไฟสมัยนั้นเป็นอย่างไรแต่ก็คาดเดาได้ว่า ความรู้สึกมันคงเหมือนกันกับรถไฟชินคันเซน สมัยนี้  โอ้ว... ขอบคุณพระองค์ท่านที่นำทางไว้อย่างดี

ด้วยความจำอันเลือนลาง ครั้งแรกที่ผมนั่งรถไฟ ดูเหมือนว่าจะเป็นสมัยเด็กเล็ก ๆ เสียเงินค่าโดยสารประมาณ 3 บาท แล้วนี่ก็ผ่านไปแล้วหลายปี ดูเหมือนว่ารถไฟไทย ก็ยังเป็นรถไฟไทยเหมือนเดิม ประมาณว่าหากผมหลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ภายหลังตื่นขึ้นมาก็ยังสามารถโดยสารรถไฟได้อย่างไม่ขวยเขิน

แล้วข่าวที่คิดว่าดีก็คืบคลานเข้ามา "รถไฟความเร็วสูง" จะมีการพิจารณาการสร้าง แต่ที่น่าเสียดายคือคนไทยไม่ได้คิด แต่กลับมีคนคิดและทำให้ซะงั้น ไม่รู้ว่าเค้าหวังอะไร แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรซะเลย

ผมอยากให้เส้นทางที่รถไฟผ่านสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศหลาย ๆ ด้าน เช่น

  • การท่องเที่ยว ทั้งเชิงธุรกิจ และเชิงวัฒนธรรม (ลองนึกดูถ้าหากทางรถไฟผ่านทุ่งข้าวที่เขียวขจี ชาวนากำลังทำนา ทำสวน)
  • ท่องเที่ยวเหมือน Euro Train,
  • ขนส่งสินค้า ทั้งส่งออก หรือ นำเข้าสินค้า หรือวัตถุดิบต่าง ๆ
  • เรียนรู้ผ่านการนั่งรถไฟไปหลาย ๆ ประเทศ
  • ความฝันตอนเด็กกับอันนี้ (รถด่วนอวกาศ 999)

สิ่งที่ไม่อยากได้คือ อาคารสำนักงาน หรือคอนโดฯ ที่ติดกับสถานนี ไม่รู้จะมีไปทำไม!


Thursday, October 28, 2010

ตอบคำถามแบบเป็นคำถาม

เมื่อเราไม่อยากตอบคำถามนั้นตรง ๆ แต่หากต้องการทราบว่าผู้ถามนั้นต้องการคำตอบแบบไหน เราก็ลองตอบแบบเป็นคำถามกลับไปซิ ...


นั้นเป็นข้อคิดหนึ่งที่ได้จาก "เพชรพระอุมา"

ภายหลังจากดารินนั่งเงียบอยู่นาน ก็เอ๋ยถามจอมพรานว่า "คุณได้ยินอะไรนั่นไหม" จอมพรานนิ่งอยู่สักพักแล้วก็เอ่ยขึ้นว่า "คุณหญิงได้ยินอะไรครับ"

 การตอบแบบนี้อาจไม่ดีในทุกกรณีไป แต่ก็เอาไว้ใช้บ้างเป็นบางเวลา จะดีนักแล